วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ข้อมูลหุ้น BLA

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจ
ประกันชีวิตโดยรับประกันชีวิตทั้งแก่บุคคลทั่วไป และการประกันชีวิตกลุ่ม โดยจะจัดสรรเบี้ยประกันรับส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินสำรองประกันชีวิต
และบริหารเงินสำรองประกันชีวิตโดยการนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ครอบคลุมภาระที่จะเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นต่อผู้เอาประกัน


โครงสร้างรายได้ของบริษัท
เบี้ยปีแรก   (26.23%)   
เบี้ยปีต่อไป  (73.77%)
   เบี้ยประกันรวม         (85.90%)
รายได้จากการลงทุน    (14.05%)
รายได้อื่น                   ( 0.05%)


ฐานลูกค้าบริษัท
- กลุ่มลูกค้าจากเครือข่ายธนาคารกรุงเทพ


ทุนจดทะเบียน  1,200 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท


ผู้ถือหุ้นใหญ่    
       MITSUBISHI UFJ GLOBAL CUSTODY S.A.          24.43%
                       บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด               15.38%
                       ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน)             7.74%
                       บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)   5.14%


กำไรต่อหุ้น             มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2552 = 1.12        5.89
ปี 2553 = 2.33        7.81
ปี 2554 = 2.85        10.76


ปัจจัยเด่น
- คงระดับสำรองเงินประกันชีวิตจำนวนมากนี้ต่อเนื่องไปอีกในไตรมาส 1/55
เพื่อเร่งเพิ่มการขยายการลงทุนในสินทรัพย์ ซึ่งจะทำให้บริษัทได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้นในอนาคต
โดยสภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะส่งผลบวกต่อผลตอบแทนการลงทุนของบริษัท
- รายได้จากเบี้ยประกันต่ออายุรายปีที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
- ในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นบริษัทประกันชีวิต มีเพียง 2 บริษัท  คือ ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต และ กรุงเทพประกันชีวิต
 
                P/E          P/BV
  BLA      16.77         4.27   
  SCBLIF  14.16         4.27

      เมื่อเปรียบเทียบแล้ว BLA มี P/E ที่สูงกว่า แต่มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่มากกว่า
      อย่างไรก็ตาม จากสภาวะที่ดัชนีตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะส่งผลดี ต่อหุ้นบริษัทประกันชีวิต ให้มีงบ Q1.2555 ที่ออกมาโดดเด่นได้

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

ข้อมูลหุ้น TIPCO

บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจ
ผลิตและจำหน่ายสับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรดเข้มข้น น้ำผลไม้รวมและเครื่องดื่ม  จำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.ธุรกิจสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น     34.92%
2.ธุรกิจผลไม้รวม,อื่นๆ                                   13.71%
2.ธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่ม                               51.37%

ฐานลูกค้าบริษัท
TIPCO มีส่วนแบ่งทางการตลาด  40% ในกลุ่มลูกค้า Premium Market

ผู้ถือหุ้นใหญ่
    ตระกูลทรัพย์สาคร (จำนวน 6 คน)        52.53%
    นางอนุรัตน์     เทียมทัน                      5.59%
    นายณภัทร     ทรัพย์สาคร                   5.01%

ทุนจดทะเบียน  482.58 ล้านหุ้น หุ้นละ  1 บาท

กำไรต่อหุ้น            มูลค่าหุ้นทางบัญชี 
ปี 2551 = 0.12          3.68
ปี 2552 = 0.43          3.35
ปี 2553 = 0.30          3.50
ปี.2554 = 0.71          3.77

ปัจจัยเด่น
- มีส่วนแบ่งการตลาด เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจน้ำผักผลไม้ 100%
- มีลุ้นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน TASCO 24%
- เปรียบเทียบ  กับ MALEE (ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ) ณ 27.04.55

                           P/E    P/BV
     MALEE         15.98    6.66
     TIPCO           9.55    1.63
 
  เมื่อเปรียบเทียบแล้ว TIPCO ถือว่า ยังมีราคาที่ถูกกว่า MALEE จึงน่าสนใจในการลงทุน


----------------------------------------------------------------------------------------------------------
Research Update 02.05.55

TIPCO: คาดกำไรสุทธิ 1Q12 แข็งแกร่ง +138% Y-Y จากราคาสัปปะรดถูกลง แต่ความเสี่ยงใน 2H12 มีมากขึ้น

- คาดกำไรสุทธิ 1Q12 อยู่ที่ 126 ล้านบาท (-35% Q-Q, +138% Y-Y) หากไม่รวมส่วนแบ่งกำไร TASCO คาดกำไรอยู่ที่ 90 ล้านบาท (+29% Q-Q, +500% Y-Y) มาจากรายได้การขายในประเทศที่เติบโตดีราว 25% Y-Y ส่วนรายได้ส่งออก Flat Y-Y ในขณะที่ต้นทุนราคาสัปปะรดลดลงต่อเนื่องเฉลี่ย 1Q12 = 3.2 บาท/กก. (-12% Q-Q, -47% Y-Y) โดยราคาล่าสุด เท่ากับ 3.04 บาท/กก. ต่ำสุดในรอบ 5 ปี จึงคาดอัตรากำไรขั้นต้นยังดีต่อเนื่องราว 35% เพิ่มขึ้นจาก 1Q11 = 28.6%

 - แนวโน้มกำไร 2Q12 ยังดีต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญผลลบค่าแรงขั้นต่ำ แต่คาดรายได้ยังเติบโตดีเพราะอากาศร้อน รวมถึงยังได้ประโยชน์จากราคาวัตถุดิบสัปปะรดราคาต่ำ

- เรามีมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มกำไร 2H12 สืบเนื่องจากอากาศที่ร้อนและแล้งมากขึ้น อาจเกิดภาวะปริมาณผลผลิตผลไม้ (โดยเฉพาะสัปปะรด) ตึงตัว ซึ่งอาจเป็นลบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของ TIPCO นอกจากนี้อาจเป็นลบต่อแนวโน้มกำไรปี 2013 หากภาวะอากาศยังแล้งต่อเนื่อง

-  เรายังคงประมาณการกำไรปีนี้ (ไม่รวม TASCO) เติบโต 41% Y-Y อยู่ที่ 233 ล้านบาท และหากรวม TASCO คาดมีกำไรสุทธิเติบโต 16% Y-Y อยู่ที่ 399 ล้านบาท

-  ราคาหุ้นปรับขึ้นมาแล้ว 13% หลังจากที่เราแนะนำซื้อในรายงานฉบับวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังมี Upside จากราคาเป้าหมายของเราที่ 8.30 บาท (อิง PE เดิม 10 เท่า) 18% ยังคงแนะนำซื้อ โดยมีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นสำหรับต้นทุนวัตถุดิบใน 2H12

FSS Research

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

CPF: ผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ซึ่งออกมาดีตามคาด

CPF: จากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ เราได้รับฟังผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ซึ่งออกมาดีตามคาด / ราคาเป้าหมาย 42 บาท แนะนำซื้อ
-       ผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ออกมาดีใกล้เคียงคาด โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ $173 (เราคาดไว้ $182 ล้าน) เป็นการเติบโต 30% Y-Y สาเหตุที่โตดีมาจากรายได้ CPP จีนเติบโตถึง 86% Y-Y และรับรู้รายได้จาก CPV เวียดนามตั้งแต่เดือน ส.ค. 2011 รวม 5 เดือน
-       คาด CPF มีกำไรจากการดำเนินงานในประเทศอ่อนแอใน 1Q12 เพราะราคาเนื้อสัตว์ทั้งหมู และไก่ปรับตัวลงแรง (หมู -12% Q-Q, ไก่ -12% Q-Q) จึงเผชิญภาวะขาดทุนในส่วนของธุรกิจ Farm (หมู, ไก่ในประเทศ) คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของรายได้รวม
-       แต่คาดกำไรสุทธิ 1Q12 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและทำ New High จาก 1. รับรู้รายได้และกำไร CPP 1 เดือน (ควบรวมแล้วเสร็จวันที่ 8 มี.ค.) และ 2. จะรับรู้รายการพิเศษจากขายเงินลงทุน Alliance CP และกำไรจากประเมินมูลค่าสินทรัพย์ CPV เวียดนาม
-       ความเสี่ยงที่จะทำให้กำไรปีนี้ไม่เป็นไปตามคาดคือ CPF จะเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS ในการรับรู้และวัดมูลค่าพันธุ์สัตว์ตั้งแต่ 1Q12 เป็นต้นไป (CPV เริ่มใช้ในปี 2011) จะทำให้เกิดรายการ Realized / Unrealized Gain (Loss) on Fair value of Livestock ในงบกำไรขาดทุน
-       อย่างไรก็ตาม เรายังคาดกำไรปีนี้ทำ New High ตามเดิมที่ 21,599 ล้านบาท (+36% Y-Y) จากการรวม CPP 11 เดือน โดยคาดกำไร CPP จะเติบโตก้าวกระโดดจากการรวม CPV เต็มปี และเชื่อว่าราคาเนื้อสัตว์ในประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลาย 2Q12 เป็นต้นไป จากปัจจุบันที่ราคาเริ่มทรงตัว จาก Supply ที่ลดลงเพราะอากาศร้อน และผู้ผลิตเริ่มชะลอการเลี้ยง
-       คงราคาเป้าหมาย 42 บาท แนะนำซื้อ
FSS Research

THCOM ผู้บริหารคาดได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจมือถือในกัมพูชา เร็วๆ นี้

ผู้บริหารคาดได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจมือถือในกัมพูชา เร็วๆ นี้
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THCOM คาดว่า ในเร็วๆนี้ จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกัมพูชา (MFone) โดยขณะนี้มีผู้สนใจเข้ามาเจรจาซื้อกิจการ การเจรจามีความคืบหน้า หรือหากบริษัทต้องการดำเนินธุรกิจต่อก็จำเป็นต้องหาพันธมิตร
 - ส่วนดาวเทียม iPSTAR ปี นี้คาดว่าคุ้มทุนแน่นอน โดยอัตราการใช้ช่องสัญญาณปีนี้จะอยู่ที่  32-35% จากปลายปีที่แล้ว 25% ในไตรมาส 1/55 มีลูกค้าเซ็นสัญญาแล้ว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และในเดือนนี้มีลูกค้าใหม่จากญี่ปุ่นเพิ่มอีก 1 รายที่ใช้บริการไอร์พีสตาร์ รวมมีลูกค้าจากญี่ปุ่นที่เป็นรายใหญ่แล้วจำนวน 3 ราย
-  ส่วนการที่รัฐบาลจะเปิดเสรีดาวเทียมรัฐบาล คงต้องไปเจรจากับรัฐบาลเรื่องต้นทุนที่เป็นธรรม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 20.5% และต้องชำระภาษีด้วย หากเปิดแข่งขันเสรีให้ต่างชาติ ต้องมีการแข่งขันที่เท่าเทียมกันด้วย แต่เชื่อว่าประสบการณ์ 20 ปี บริษัทแข่งขันได้ (Source - IQ Biz 29 มี.ค.12)
ความเห็น: การขาย MFone เป็นประเด็นที่ตลาดคอยมานาน ปัจจุบัน THCOM ถือหุ้นทางอ้อม 51% ใน Mfone โดยในช่วงที่ผ่านมา MFone ขาดทุนไตรมาสละ 100-130 ล้านบาท จากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมาก หากขายได้ จะดีต่อผลประกอบการรวมของ THCOM 3 และราคาเป้าหมายเพิ่มจากเดิม 15.80 บาท เป็น 19.70 บาท
ราคาหุ้นเมื่อวาน Rebound ขึ้น 4.7% หลังจากปรับฐานลงไป ~10% ใน 3-4 วันก่อน เนื่องจากช่วงก่อนหน้า ราคาปรับขึ้นมาเร็วมาก ~60% YTD “ซื้อเก็งกำไร” 


FSS Research

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

หุ้นที่น่าสนใจ BCP update 27.03.55

บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจ
ปิโตรเลียมตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศทั้งแหล่งตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล และแหล่งน้ำมันดิบภายในประเทศเข้ามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ด้วยกำลังผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน และจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า บางจาก กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ


ผู้ถือหุ้นใหญ่
    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)         27.22%
    กระทรวงการคลัง                             9.98%
    บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด           5.14%


ทุนจดทะเบียน  1,376,923,157 ล้านหุ้น หุ้นละ  1  บาท


 

กำไรต่อหุ้น               มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = -0.67        20.60
ปี 2552 =  6.57        21.27
ปี 2553 =  2.40        22.05
ปี 2554 =  4.24        21.18

ปัจจัยเด่น
-  น้ำมันทรงตัวระดับสูงที่ 107 เหรียญ ทำให้มีลุ้นกำไรสต๊อคน้ำมัน

-  เปรียบเทียบ P/BV , P/E ในกลุ่มธุรกิจที่คล้ายกัน


                       P/E    P/BV
     TOP         9.75    1.82
     ESSO    46.77    1.79
     IRPC      23.78    1.29
     BCP         5.69    1.07
     SUSCO    8.84    0.91
     RPC          5.65    0.63
  
         ถือได้ว่า อยู่อันดับกลางๆ และ P/E P/BV ยังอยู่ในระดับต่ำ
 

- โครงการเด่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่
        - โครงการยูโร 4 น้ำมันคุณภาพสูง ช่วยเพิ่ม  Margin
        - โครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ปัจจุบันมี 38MV อนาคตโตต่อเนื่อง
           จากแผนงานลุยโซล่าเฟส 2 หนุน EBITDA โตปีละ 400 ล้านบาท กำลังการผลิต 25 MV 

           ซึ่งในอนาคตวางแผนจะมีทั้งหมด 118 MV 

จากข่าว NVDR ให้สิทธิ์ถือหุ้น KBANK , BBL ได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30 เป็น ร้อยละ 35

 หรือเพิ่มขึ้น  ร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นจดทะเบียน



ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนหุ้นหมุนเวียน
KBANK
BBL
จำนวนหุ้นที่จดทะเบียนและชำระแล้ว (:ล้านหุ้น)
2,393
1,909
จำนวนหุ้นที่ซื้อเพิ่มได้ (:ล้านหุ้น)
119
95
จำนวนหุ้นที่ซื้อขายย้อนหลังเฉลี่ย 5 วันทำการ 
(:ล้านหุ้น)
8
6
จากการเก็บข้อมูลการซื้อขาย NVDR
เฉพาะในเดือนมีนาคมพบว่าซื้อหุ้นไปแล้วจำนวน
7
13
อัตราส่วนทางการเงิน


P/E
14.72
13.23
P/BV
2.30
1.48

















xBE>  THAINVDR:การอนุญาตให้ ThaiNVDR ถือหุ้น KBANK ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35
                 27 มี.ค.--SET
เรียน    กรรมการผู้จัดการ
          ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เรื่อง     การอนุญาตให้บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของ
           ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้น
           ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร

อ้างถึง   หนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ฝกก.(21) 493 /2555
           เรื่อง การขออนุญาตถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ
           ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เกินอัตราที่กฏหมายกำหนด

           ตามที่  บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (ไทยเอ็นวีดีอาร์)
ได้มีหนังสือขออนุญาตถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เกินร้อยละ 30
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร นั้น

           ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้ ไทยเอ็นวีดีอาร์ ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของ ธนาคาร
กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร
โดยมีผลเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2555
- 23 มีนาคม 2558

           จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

                                                ขอแสดงความนับถือ
                              บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
______________________________________________________________________
--จบ--


xBE>  THAINVDR:การอนุญาตให้ ThaiNVDR ถือหุ้น BBL ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35
                 27 มี.ค.--SET
เรียน    กรรมการผู้จัดการ
          ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เรื่อง    การอนุญาตให้บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของ
          ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้นที่
          จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร

อ้างถึง  หนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ฝกก.(21) 493/2555
          เรื่อง การขออนุญาตถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ
          ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

          ตามที่ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (ไทยเอ็นวีดีอาร์)
ได้มีหนังสือขออนุญาตถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เกินร้อยละ 30
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร นั้น

          ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้อนุญาตให้ ไทยเอ็นวีดีอาร์ ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของธนาคาร กรุงเทพ
จำกัด (มหาชน) ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร
โดยมีผลเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2555 - 23 มีนาคม 2555

          จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

            ขอแสดงความนับถือ
                                          บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
______________________________________________________________________
--จบ--

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข้อมูลหุ้น IPO หุ้น PJW ที่จะซื้อขายวันที่ 28.02.55

บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจ
บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท ขวดและฝา และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ที่มีคุณภาพ
เช่น น้ำมันหล่อลื่น นมและนมเปรี้ยว สินค้าอุปโภคและบริโภค สารเคมีสำหรับการเกษตร และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์

โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น              64.01%
2.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์นมและนมเปรี้ยว           12.95%
3.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค        6.03%
4.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์เคมีสำหรับสินค้าเกษตร    4.89%
5.ชิ้นส่วนยานยนต์ 10.78%
   

ฐานลูกค้าบริษัท
 ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้าเป็นที่รู้จักในแต่ละอุตสหากรรม


ผู้ถือหุ้นใหญ่
    ตระกูลเหมมณฑารพ    70.22%
   

ทุนจดทะเบียน  552 ล้านหุ้น หุ้นละ  0.50 บาท
โดยจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป 108 ล้านหุ้น  กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน 4 ล้านหุ้น

กำไรต่อหุ้น                      มูลค่าหุ้นทางบัญชี 
ปี 2551 = 0.175       
ปี 2552 = 0.185       
ปี 2553 = 0.271              0.82   
9 เดือนปี 2554 = 0.255    1.27           

ราคา IPO = 3.60 บาท

ปัจจัยเด่น
- เปรียบเทียบกับธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน  TPAC
  Net Profit Margin ณ 9 เดือน 2554  TPAC = 5.60 %
                                                     PJW = 9.00 %

  D/E Ratio ปี 2554 TPAC = 1.16    เท่า
                              PJW = 1.18    เท่า
                                                  (คำนวณจากงบงวด 9 เดือน 2554 และรวมกับการเพิ่มทุน)   

- ประเมินมูลค่าที่เหมาะสม อย่างน้อยไม่ควรจะต่ำกว่า P/E TPAC ที่ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ 12.63 เท่า
  เนื่องจาก PJW มีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า

 ประมาณการกำไรงวด 1 ปี ของ PJW ((0.255/3)*4) = 0.34 บาทต่อหุ้น * 12.63 = 4.30 บาทต่อหุ้น

- เปรียบเทียบกับหุ้น IPO ล่าสุดอย่าง HYDRO ซื้อขายที่ระดับ P/E 13.62 เท่า
  0.34 * 13.62 = 4.63 บาทต่อหุ้น

- เปรียบเทียบกับ P/E ตลาด ซื้อขายที่ระดับ 14 เท่า
  0.34 * 14.00 = 4.76 บาทต่อหุ้น


    ดังนั้น จึงคาดว่าราคาเปิดของหุ้นจะไม่ต่ำกว่า  4.30 บาทต่อหุ้น
             และมีลุ้นเล่นเก็งกำไรไปที่ระดับ  5.00 บาท
             จากสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ในระดับ NEW HIGH ในรอบ 15 ปี