บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
ประกอบธุรกิจ
ประกันชีวิตโดยรับประกันชีวิตทั้งแก่บุคคลทั่วไป และการประกันชีวิตกลุ่ม โดยจะจัดสรรเบี้ยประกันรับส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินสำรองประกันชีวิต
และบริหารเงินสำรองประกันชีวิตโดยการนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ครอบคลุมภาระที่จะเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นต่อผู้เอาประกัน
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
เบี้ยปีแรก (26.23%)
เบี้ยปีต่อไป (73.77%)
เบี้ยประกันรวม (85.90%)
รายได้จากการลงทุน (14.05%)
รายได้อื่น ( 0.05%)
ฐานลูกค้าบริษัท
- กลุ่มลูกค้าจากเครือข่ายธนาคารกรุงเทพ
ทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
ผู้ถือหุ้นใหญ่
MITSUBISHI UFJ GLOBAL CUSTODY S.A. 24.43%
บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด 15.38%
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 7.74%
บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) 5.14%
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2552 = 1.12 5.89
ปี 2553 = 2.33 7.81
ปี 2554 = 2.85 10.76
ปัจจัยเด่น
- คงระดับสำรองเงินประกันชีวิตจำนวนมากนี้ต่อเนื่องไปอีกในไตรมาส 1/55
เพื่อเร่งเพิ่มการขยายการลงทุนในสินทรัพย์ ซึ่งจะทำให้บริษัทได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้นในอนาคต
โดยสภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะส่งผลบวกต่อผลตอบแทนการลงทุนของบริษัท
- รายได้จากเบี้ยประกันต่ออายุรายปีที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
- ในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นบริษัทประกันชีวิต มีเพียง 2 บริษัท คือ ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต และ กรุงเทพประกันชีวิต
P/E P/BV
BLA 16.77 4.27
SCBLIF 14.16 4.27
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว BLA มี P/E ที่สูงกว่า แต่มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่มากกว่า
อย่างไรก็ตาม จากสภาวะที่ดัชนีตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะส่งผลดี ต่อหุ้นบริษัทประกันชีวิต ให้มีงบ Q1.2555 ที่ออกมาโดดเด่นได้
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555
ข้อมูลหุ้น TIPCO
บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)
ประกอบธุรกิจ
ผลิตและจำหน่ายสับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรดเข้มข้น น้ำผลไม้รวมและเครื่องดื่ม จำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.ธุรกิจสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น 34.92%
2.ธุรกิจผลไม้รวม,อื่นๆ 13.71%
2.ธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่ม 51.37%
ฐานลูกค้าบริษัท
TIPCO มีส่วนแบ่งทางการตลาด 40% ในกลุ่มลูกค้า Premium Market
ผู้ถือหุ้นใหญ่
ตระกูลทรัพย์สาคร (จำนวน 6 คน) 52.53%
นางอนุรัตน์ เทียมทัน 5.59%
นายณภัทร ทรัพย์สาคร 5.01%
ทุนจดทะเบียน 482.58 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = 0.12 3.68
ปี 2552 = 0.43 3.35
ปี 2553 = 0.30 3.50
ปี.2554 = 0.71 3.77
ปัจจัยเด่น
- มีส่วนแบ่งการตลาด เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจน้ำผักผลไม้ 100%
- มีลุ้นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน TASCO 24%
- เปรียบเทียบ กับ MALEE (ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ) ณ 27.04.55
P/E P/BV
MALEE 15.98 6.66
TIPCO 9.55 1.63
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว TIPCO ถือว่า ยังมีราคาที่ถูกกว่า MALEE จึงน่าสนใจในการลงทุน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
Research Update 02.05.55
TIPCO: คาดกำไรสุทธิ 1Q12 แข็งแกร่ง +138% Y-Y จากราคาสัปปะรดถูกลง แต่ความเสี่ยงใน 2H12 มีมากขึ้น
ประกอบธุรกิจ
ผลิตและจำหน่ายสับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรดเข้มข้น น้ำผลไม้รวมและเครื่องดื่ม จำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.ธุรกิจสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น 34.92%
2.ธุรกิจผลไม้รวม,อื่นๆ 13.71%
2.ธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่ม 51.37%
ฐานลูกค้าบริษัท
TIPCO มีส่วนแบ่งทางการตลาด 40% ในกลุ่มลูกค้า Premium Market
ผู้ถือหุ้นใหญ่
ตระกูลทรัพย์สาคร (จำนวน 6 คน) 52.53%
นางอนุรัตน์ เทียมทัน 5.59%
นายณภัทร ทรัพย์สาคร 5.01%
ทุนจดทะเบียน 482.58 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = 0.12 3.68
ปี 2552 = 0.43 3.35
ปี 2553 = 0.30 3.50
ปี.2554 = 0.71 3.77
ปัจจัยเด่น
- มีส่วนแบ่งการตลาด เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจน้ำผักผลไม้ 100%
- มีลุ้นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน TASCO 24%
- เปรียบเทียบ กับ MALEE (ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ) ณ 27.04.55
P/E P/BV
MALEE 15.98 6.66
TIPCO 9.55 1.63
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว TIPCO ถือว่า ยังมีราคาที่ถูกกว่า MALEE จึงน่าสนใจในการลงทุน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
Research Update 02.05.55
TIPCO: คาดกำไรสุทธิ 1Q12 แข็งแกร่ง +138% Y-Y จากราคาสัปปะรดถูกลง แต่ความเสี่ยงใน 2H12 มีมากขึ้น
- คาดกำไรสุทธิ 1Q12 อยู่ที่ 126 ล้านบาท (-35% Q-Q, +138% Y-Y) หากไม่รวมส่วนแบ่งกำไร TASCO คาดกำไรอยู่ที่ 90 ล้านบาท (+29% Q-Q, +500% Y-Y) มาจากรายได้การขายในประเทศที่เติบโตดีราว 25% Y-Y ส่วนรายได้ส่งออก Flat Y-Y ในขณะที่ต้นทุนราคาสัปปะรดลดลงต่อเนื่องเฉลี่ย 1Q12 = 3.2 บาท/กก. (-12% Q-Q, -47% Y-Y) โดยราคาล่าสุด เท่ากับ 3.04 บาท/กก. ต่ำสุดในรอบ 5 ปี จึงคาดอัตรากำไรขั้นต้นยังดีต่อเนื่องราว 35% เพิ่มขึ้นจาก 1Q11 = 28.6%
- แนวโน้มกำไร 2Q12 ยังดีต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญผลลบค่าแรงขั้นต่ำ แต่คาดรายได้ยังเติบโตดีเพราะอากาศร้อน รวมถึงยังได้ประโยชน์จากราคาวัตถุดิบสัปปะรดราคาต่ำ
- เรามีมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มกำไร 2H12 สืบเนื่องจากอากาศที่ร้อนและแล้งมากขึ้น อาจเกิดภาวะปริมาณผลผลิตผลไม้ (โดยเฉพาะสัปปะรด) ตึงตัว ซึ่งอาจเป็นลบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของ TIPCO นอกจากนี้อาจเป็นลบต่อแนวโน้มกำไรปี 2013 หากภาวะอากาศยังแล้งต่อเนื่อง
- เรายังคงประมาณการกำไรปีนี้ (ไม่รวม TASCO) เติบโต 41% Y-Y อยู่ที่ 233 ล้านบาท และหากรวม TASCO คาดมีกำไรสุทธิเติบโต 16% Y-Y อยู่ที่ 399 ล้านบาท
- ราคาหุ้นปรับขึ้นมาแล้ว 13% หลังจากที่เราแนะนำซื้อในรายงานฉบับวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังมี Upside จากราคาเป้าหมายของเราที่ 8.30 บาท (อิง PE เดิม 10 เท่า) 18% ยังคงแนะนำซื้อ โดยมีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นสำหรับต้นทุนวัตถุดิบใน 2H12
FSS Research
FSS Research
วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555
CPF: ผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ซึ่งออกมาดีตามคาด
CPF: จากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ เราได้รับฟังผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ซึ่งออกมาดีตามคาด / ราคาเป้าหมาย 42 บาท แนะนำซื้อ
- ผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ออกมาดีใกล้เคียงคาด โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ $173 (เราคาดไว้ $182 ล้าน) เป็นการเติบโต 30% Y-Y สาเหตุที่โตดีมาจากรายได้ CPP จีนเติบโตถึง 86% Y-Y และรับรู้รายได้จาก CPV เวียดนามตั้งแต่เดือน ส.ค. 2011 รวม 5 เดือน
- คาด CPF มีกำไรจากการดำเนินงานในประเทศอ่อนแอใน 1Q12 เพราะราคาเนื้อสัตว์ทั้งหมู และไก่ปรับตัวลงแรง (หมู -12% Q-Q, ไก่ -12% Q-Q) จึงเผชิญภาวะขาดทุนในส่วนของธุรกิจ Farm (หมู, ไก่ในประเทศ) คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของรายได้รวม
- แต่คาดกำไรสุทธิ 1Q12 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและทำ New High จาก 1. รับรู้รายได้และกำไร CPP 1 เดือน (ควบรวมแล้วเสร็จวันที่ 8 มี.ค.) และ 2. จะรับรู้รายการพิเศษจากขายเงินลงทุน Alliance CP และกำไรจากประเมินมูลค่าสินทรัพย์ CPV เวียดนาม
- ความเสี่ยงที่จะทำให้กำไรปีนี้ไม่เป็นไปตามคาดคือ CPF จะเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS ในการรับรู้และวัดมูลค่าพันธุ์สัตว์ตั้งแต่ 1Q12 เป็นต้นไป (CPV เริ่มใช้ในปี 2011) จะทำให้เกิดรายการ Realized / Unrealized Gain (Loss) on Fair value of Livestock ในงบกำไรขาดทุน
- อย่างไรก็ตาม เรายังคาดกำไรปีนี้ทำ New High ตามเดิมที่ 21,599 ล้านบาท (+36% Y-Y) จากการรวม CPP 11 เดือน โดยคาดกำไร CPP จะเติบโตก้าวกระโดดจากการรวม CPV เต็มปี และเชื่อว่าราคาเนื้อสัตว์ในประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลาย 2Q12 เป็นต้นไป จากปัจจุบันที่ราคาเริ่มทรงตัว จาก Supply ที่ลดลงเพราะอากาศร้อน และผู้ผลิตเริ่มชะลอการเลี้ยง
- คงราคาเป้าหมาย 42 บาท แนะนำซื้อ
FSS Research
THCOM ผู้บริหารคาดได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจมือถือในกัมพูชา เร็วๆ นี้
ผู้บริหารคาดได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจมือถือในกัมพูชา เร็วๆ นี้
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THCOM คาดว่า ในเร็วๆนี้ จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกัมพูชา (MFone) โดยขณะนี้มีผู้สนใจเข้ามาเจรจาซื้อกิจการ การเจรจามีความคืบหน้า หรือหากบริษัทต้องการดำเนินธุรกิจต่อก็จำเป็นต้องหาพันธมิตร
- ส่วนดาวเทียม iPSTAR ปี นี้คาดว่าคุ้มทุนแน่นอน โดยอัตราการใช้ช่องสัญญาณปีนี้จะอยู่ที่ 32-35% จากปลายปีที่แล้ว 25% ในไตรมาส 1/55 มีลูกค้าเซ็นสัญญาแล้ว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และในเดือนนี้มีลูกค้าใหม่จากญี่ปุ่นเพิ่มอีก 1 รายที่ใช้บริการไอร์พีสตาร์ รวมมีลูกค้าจากญี่ปุ่นที่เป็นรายใหญ่แล้วจำนวน 3 ราย
- ส่วนการที่รัฐบาลจะเปิดเสรีดาวเทียมรัฐบาล คงต้องไปเจรจากับรัฐบาลเรื่องต้นทุนที่เป็นธรรม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 20.5% และต้องชำระภาษีด้วย หากเปิดแข่งขันเสรีให้ต่างชาติ ต้องมีการแข่งขันที่เท่าเทียมกันด้วย แต่เชื่อว่าประสบการณ์ 20 ปี บริษัทแข่งขันได้ (Source - IQ Biz 29 มี.ค.12)
ความเห็น: การขาย MFone เป็นประเด็นที่ตลาดคอยมานาน ปัจจุบัน THCOM ถือหุ้นทางอ้อม 51% ใน Mfone โดยในช่วงที่ผ่านมา MFone ขาดทุนไตรมาสละ 100-130 ล้านบาท จากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมาก หากขายได้ จะดีต่อผลประกอบการรวมของ THCOM 3 และราคาเป้าหมายเพิ่มจากเดิม 15.80 บาท เป็น 19.70 บาท
ราคาหุ้นเมื่อวาน Rebound ขึ้น 4.7% หลังจากปรับฐานลงไป ~10% ใน 3-4 วันก่อน เนื่องจากช่วงก่อนหน้า ราคาปรับขึ้นมาเร็วมาก ~60% YTD “ซื้อเก็งกำไร”
วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555
หุ้นที่น่าสนใจ BCP update 27.03.55
บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ประกอบธุรกิจ
ปิโตรเลียมตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศทั้งแหล่งตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล และแหล่งน้ำมันดิบภายในประเทศเข้ามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ด้วยกำลังผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน และจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า บางจาก กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
ผู้ถือหุ้นใหญ่
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 27.22%
กระทรวงการคลัง 9.98%
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 5.14%
ทุนจดทะเบียน 1,376,923,157 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = -0.67 20.60
ปี 2552 = 6.57 21.27
ปี 2553 = 2.40 22.05
ปี 2554 = 4.24 21.18
ปัจจัยเด่น
- น้ำมันทรงตัวระดับสูงที่ 107 เหรียญ ทำให้มีลุ้นกำไรสต๊อคน้ำมัน
- เปรียบเทียบ P/BV , P/E ในกลุ่มธุรกิจที่คล้ายกัน
P/E P/BV
TOP 9.75 1.82
ESSO 46.77 1.79
IRPC 23.78 1.29
BCP 5.69 1.07
SUSCO 8.84 0.91
RPC 5.65 0.63
ถือได้ว่า อยู่อันดับกลางๆ และ P/E P/BV ยังอยู่ในระดับต่ำ
- โครงการเด่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่
- โครงการยูโร 4 น้ำมันคุณภาพสูง ช่วยเพิ่ม Margin
- โครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ปัจจุบันมี 38MV อนาคตโตต่อเนื่อง
จากแผนงานลุยโซล่าเฟส 2 หนุน EBITDA โตปีละ 400 ล้านบาท กำลังการผลิต 25 MV
ซึ่งในอนาคตวางแผนจะมีทั้งหมด 118 MV
ประกอบธุรกิจ
ปิโตรเลียมตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศทั้งแหล่งตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล และแหล่งน้ำมันดิบภายในประเทศเข้ามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ด้วยกำลังผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน และจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า บางจาก กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
ผู้ถือหุ้นใหญ่
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 27.22%
กระทรวงการคลัง 9.98%
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 5.14%
ทุนจดทะเบียน 1,376,923,157 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = -0.67 20.60
ปี 2552 = 6.57 21.27
ปี 2553 = 2.40 22.05
ปี 2554 = 4.24 21.18
ปัจจัยเด่น
- น้ำมันทรงตัวระดับสูงที่ 107 เหรียญ ทำให้มีลุ้นกำไรสต๊อคน้ำมัน
- เปรียบเทียบ P/BV , P/E ในกลุ่มธุรกิจที่คล้ายกัน
P/E P/BV
TOP 9.75 1.82
ESSO 46.77 1.79
IRPC 23.78 1.29
BCP 5.69 1.07
SUSCO 8.84 0.91
RPC 5.65 0.63
ถือได้ว่า อยู่อันดับกลางๆ และ P/E P/BV ยังอยู่ในระดับต่ำ
- โครงการเด่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่
- โครงการยูโร 4 น้ำมันคุณภาพสูง ช่วยเพิ่ม Margin
- โครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ปัจจุบันมี 38MV อนาคตโตต่อเนื่อง
จากแผนงานลุยโซล่าเฟส 2 หนุน EBITDA โตปีละ 400 ล้านบาท กำลังการผลิต 25 MV
ซึ่งในอนาคตวางแผนจะมีทั้งหมด 118 MV
จากข่าว NVDR ให้สิทธิ์ถือหุ้น KBANK , BBL ได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30 เป็น ร้อยละ 35
หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นจดทะเบียน
| ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนหุ้นหมุนเวียน | KBANK | BBL |
| จำนวนหุ้นที่จดทะเบียนและชำระแล้ว (:ล้านหุ้น) | 2,393 | 1,909 |
| จำนวนหุ้นที่ซื้อเพิ่มได้ (:ล้านหุ้น) | 119 | 95 |
| จำนวนหุ้นที่ซื้อขายย้อนหลังเฉลี่ย 5 วันทำการ (:ล้านหุ้น) | 8 | 6 |
| จากการเก็บข้อมูลการซื้อขาย NVDR เฉพาะในเดือนมีนาคมพบว่าซื้อหุ้นไปแล้วจำนวน | 7 | 13 |
| อัตราส่วนทางการเงิน | | |
| P/E | 14.72 | 13.23 |
| P/BV | 2.30 | 1.48 |
xBE> THAINVDR:การอนุญาตให้ ThaiNVDR ถือหุ้น KBANK ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35
27 มี.ค.--SET
เรียน กรรมการผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เรื่อง การอนุญาตให้บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของ
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้น
ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร
อ้างถึง หนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ฝกก.(21) 493 /2555
เรื่อง การขออนุญาตถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เกินอัตราที่กฏหมายกำหนด
ตามที่ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (ไทยเอ็นวีดีอาร์)
ได้มีหนังสือขออนุญาตถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เกินร้อยละ 30
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร นั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้ ไทยเอ็นวีดีอาร์ ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของ ธนาคาร
กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร
โดยมีผลเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2555
- 23 มีนาคม 2558
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
______________________________________________________________________
--จบ--
xBE> THAINVDR:การอนุญาตให้ ThaiNVDR ถือหุ้น BBL ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35
27 มี.ค.--SET
เรียน กรรมการผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เรื่อง การอนุญาตให้บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของ
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร
อ้างถึง หนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ฝกก.(21) 493/2555
เรื่อง การขออนุญาตถือหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
ตามที่ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (ไทยเอ็นวีดีอาร์)
ได้มีหนังสือขออนุญาตถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เกินร้อยละ 30
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร นั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้อนุญาตให้ ไทยเอ็นวีดีอาร์ ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของธนาคาร กรุงเทพ
จำกัด (มหาชน) ในอัตราไม่เกินร้อยละ 35 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร
โดยมีผลเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2555 - 23 มีนาคม 2555
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด
______________________________________________________________________
--จบ--
วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ข้อมูลหุ้น IPO หุ้น PJW ที่จะซื้อขายวันที่ 28.02.55
บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน)
ประกอบธุรกิจ
บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท ขวดและฝา และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ที่มีคุณภาพ
เช่น น้ำมันหล่อลื่น นมและนมเปรี้ยว สินค้าอุปโภคและบริโภค สารเคมีสำหรับการเกษตร และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น 64.01%
2.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์นมและนมเปรี้ยว 12.95%
3.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค 6.03%
4.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์เคมีสำหรับสินค้าเกษตร 4.89%
5.ชิ้นส่วนยานยนต์ 10.78%
ฐานลูกค้าบริษัท
ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้าเป็นที่รู้จักในแต่ละอุตสหากรรม
ผู้ถือหุ้นใหญ่
ตระกูลเหมมณฑารพ 70.22%
ทุนจดทะเบียน 552 ล้านหุ้น หุ้นละ 0.50 บาท
โดยจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป 108 ล้านหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน 4 ล้านหุ้น
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = 0.175
ปี 2552 = 0.185
ปี 2553 = 0.271 0.82
9 เดือนปี 2554 = 0.255 1.27
ราคา IPO = 3.60 บาท
ปัจจัยเด่น
- เปรียบเทียบกับธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน TPAC
Net Profit Margin ณ 9 เดือน 2554 TPAC = 5.60 %
PJW = 9.00 %
D/E Ratio ปี 2554 TPAC = 1.16 เท่า
PJW = 1.18 เท่า
(คำนวณจากงบงวด 9 เดือน 2554 และรวมกับการเพิ่มทุน)
- ประเมินมูลค่าที่เหมาะสม อย่างน้อยไม่ควรจะต่ำกว่า P/E TPAC ที่ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ 12.63 เท่า
เนื่องจาก PJW มีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า
ประมาณการกำไรงวด 1 ปี ของ PJW ((0.255/3)*4) = 0.34 บาทต่อหุ้น * 12.63 = 4.30 บาทต่อหุ้น
- เปรียบเทียบกับหุ้น IPO ล่าสุดอย่าง HYDRO ซื้อขายที่ระดับ P/E 13.62 เท่า
0.34 * 13.62 = 4.63 บาทต่อหุ้น
- เปรียบเทียบกับ P/E ตลาด ซื้อขายที่ระดับ 14 เท่า
0.34 * 14.00 = 4.76 บาทต่อหุ้น
ดังนั้น จึงคาดว่าราคาเปิดของหุ้นจะไม่ต่ำกว่า 4.30 บาทต่อหุ้น
และมีลุ้นเล่นเก็งกำไรไปที่ระดับ 5.00 บาท
จากสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ในระดับ NEW HIGH ในรอบ 15 ปี
ประกอบธุรกิจ
บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท ขวดและฝา และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ที่มีคุณภาพ
เช่น น้ำมันหล่อลื่น นมและนมเปรี้ยว สินค้าอุปโภคและบริโภค สารเคมีสำหรับการเกษตร และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น 64.01%
2.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์นมและนมเปรี้ยว 12.95%
3.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค 6.03%
4.รายได้จากภาชนะบรรจุภัณฑ์เคมีสำหรับสินค้าเกษตร 4.89%
5.ชิ้นส่วนยานยนต์ 10.78%
ฐานลูกค้าบริษัท
ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้าเป็นที่รู้จักในแต่ละอุตสหากรรม
ผู้ถือหุ้นใหญ่
ตระกูลเหมมณฑารพ 70.22%
ทุนจดทะเบียน 552 ล้านหุ้น หุ้นละ 0.50 บาท
โดยจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป 108 ล้านหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน 4 ล้านหุ้น
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = 0.175
ปี 2552 = 0.185
ปี 2553 = 0.271 0.82
9 เดือนปี 2554 = 0.255 1.27
ราคา IPO = 3.60 บาท
ปัจจัยเด่น
- เปรียบเทียบกับธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน TPAC
Net Profit Margin ณ 9 เดือน 2554 TPAC = 5.60 %
PJW = 9.00 %
D/E Ratio ปี 2554 TPAC = 1.16 เท่า
PJW = 1.18 เท่า
(คำนวณจากงบงวด 9 เดือน 2554 และรวมกับการเพิ่มทุน)
- ประเมินมูลค่าที่เหมาะสม อย่างน้อยไม่ควรจะต่ำกว่า P/E TPAC ที่ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ 12.63 เท่า
เนื่องจาก PJW มีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า
ประมาณการกำไรงวด 1 ปี ของ PJW ((0.255/3)*4) = 0.34 บาทต่อหุ้น * 12.63 = 4.30 บาทต่อหุ้น
- เปรียบเทียบกับหุ้น IPO ล่าสุดอย่าง HYDRO ซื้อขายที่ระดับ P/E 13.62 เท่า
0.34 * 13.62 = 4.63 บาทต่อหุ้น
- เปรียบเทียบกับ P/E ตลาด ซื้อขายที่ระดับ 14 เท่า
0.34 * 14.00 = 4.76 บาทต่อหุ้น
ดังนั้น จึงคาดว่าราคาเปิดของหุ้นจะไม่ต่ำกว่า 4.30 บาทต่อหุ้น
และมีลุ้นเล่นเก็งกำไรไปที่ระดับ 5.00 บาท
จากสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ในระดับ NEW HIGH ในรอบ 15 ปี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)