บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
ดำเนินธุรกิจในรูปของเครือโรงพยาบาล คือ
1) โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย
2) โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม
3) โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร
โดยมีจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยในรวม 520 เตียง
สัญญาการให้บริการกับโรงพยาบาลในระดับที่สูงกว่า (Supra Contractor) จำนวน 19 โรงพยาบาล
เพื่อการส่งต่อผู้ป่วยตามความเหมาะสมในแต่ละกรณี และมีคลินิกเครือข่ายประกันสังคม 25 แห่ง
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.รายได้จาก สาขา อ้อมน้อย 40%
2.รายได้จาก สาขา หนองแขม 34%
3.รายได้จาก สาขา สมุทรสาคร 26%
ฐานลูกค้าบริษัท
1.กลุ่มลูกค้าทั่วไป - ลูกค้าคู่สัญญา ลูกค้าโครงการกองทุนเงินทดแทน ลูกค้าต่างประเทศ ลูกค้าสมาชิก
2.กลุ่มลูกค้าตามโครงการเหมาจ่ายภาครัฐ - กองทุนประกันสังคม โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการประกันสุขภาพต่างด้าว
ผู้ถือหุ้นใหญ่
ผศ.พญ.สายสุณี วนดุรงค์วรรณ 34.93%
พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา 4.91%
พญ.พัฎ โรจน์มหามงคล 4.91%
ทุนจดทะเบียน 535 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
โดยจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป 135 ล้านหุ้น
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = 0.04 1.98
ปี 2552 = 0.18 1.40
ปี 2553 = 0.20 1.56
ปี 2554 = 0.11 1.58
ราคา IPO = 1.25 บาท
มุมมองต่อราคาหุ้น
- ประเมินราคา โดยเปรียบเทียบกับ กลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีการซื้อขายที่ระดับ P/E ที่แตกต่างกันมาก ดังนี้
กลุ่มโรงพยาบาลที่ ซื้อขาย P/E มากกว่า 25 เท่า
P/E P/BV
VIBHA 53.15 2.31
BGH 32.07 4.40
BH 28.04 6.62
KH 25.05 5.23
กลุ่มโรงพยาบาลที่ ซื้อขาย P/E ระดับ ไม่เกิน 20 เท่า
P/E P/BV
AHC 18.31 2.15
CMR 17.53 1.81
KDH 17.25 2.19
M-CHAI 13.51 2.20
NEW ขาดทุน 0.45
NTV 14.85 2.35
RAM 13.91 3.96
SKR 12.24 1.28
SVH 12.58 2.15
TNH 9.52 2.31
จากข้อมูล ข้างต้น มีข้อสังเกตุว่า
กลุ่มที่ซื้อขาย P/E ระดับสูงกว่า 20 เท่า นั้น จะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง
มีชื่อเป็นที่รู้จักของนักลงทุน (หรือนักเล่นหุ้น) มีการเคลื่อนไหวของราคาที่เปลี่ยนแปลงมากกว่า อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหลายๆชื่อ ไม่เป็นที่คุ้นหู คุ้นตา (บางชื่อผมก็เพิ่งจะรู้ว่ามันมีในตลาดด้วย)
โดยที่กลุ่มโรงพยาบาลที่ซื้อขาย P/E ระดับไม่เกิน 20 เท่า เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีสภาพคล่องต่ำ
บางตัวชื่อไม่คุ้นหู บางตัว ไม่มี BID OFFER ให้เห็นในแต่ละวันด้วย
ดังนั้น สำหรับมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้น VIH ที่เข้าใหม่นี้ น่าจะมีสภาพคล่องสูง จากปริมาณหุ้น 135 ล้านหุ้น เป็นหุ้น IPO มาใหม่ และมีขนาดที่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลขนาดเล็ก ที่มีระดับ P/E ไม่เกิน 20 เท่า จึงคาดว่า จะต้องเทียบเคียงกับกลุ่มนี้เป็นหลัก โดยจากการประมาณโดยรวม P/E เฉลี่ยในกลุ่มนี้ น่าจะอยู่ที่ระดับ 15 เท่า
หากนำ P/E 15 เท่า มาคำนวณราคา VIH จะได้ราคาที่เหมาะสมประมาณ 1.65 บาท
และหากสภาวะตลาดเป็นใจ สภาพคล่องสูง อาจจะมีโอกาสขึ้นไปเทียบกับกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ ซึ่งเป็นระดับ P/E ที่สูงถึง 25 เท่า แต่ในกรณีนี้ ก็น่าจะคาดไว้แบบ Discount ด้วย ที่ P/E ระดับ 18 - 20 เท่า ก็ได้ราคาประมาณ 2.00 - 2.20 บาท
สรุป จากมุมมองส่วนตัวข้างต้นแล้วนั้น หากราคา ต่ำกว่า 1.65 บาท ก็น่าสนใจ เข้าซื้อ แต่หากเกิน ก็ต้องดูสภาวะตลาดประกอบอีกที ถ้าตลาดเป็นใจ ราคาไม่เกิน 2 บาท ก็คาดว่าน่าลุ้นครับ
วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ข้อมูลหุ้น BLA
บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
ประกอบธุรกิจ
ประกันชีวิตโดยรับประกันชีวิตทั้งแก่บุคคลทั่วไป และการประกันชีวิตกลุ่ม โดยจะจัดสรรเบี้ยประกันรับส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินสำรองประกันชีวิต
และบริหารเงินสำรองประกันชีวิตโดยการนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ครอบคลุมภาระที่จะเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นต่อผู้เอาประกัน
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
เบี้ยปีแรก (26.23%)
เบี้ยปีต่อไป (73.77%)
เบี้ยประกันรวม (85.90%)
รายได้จากการลงทุน (14.05%)
รายได้อื่น ( 0.05%)
ฐานลูกค้าบริษัท
- กลุ่มลูกค้าจากเครือข่ายธนาคารกรุงเทพ
ทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
ผู้ถือหุ้นใหญ่
MITSUBISHI UFJ GLOBAL CUSTODY S.A. 24.43%
บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด 15.38%
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 7.74%
บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) 5.14%
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2552 = 1.12 5.89
ปี 2553 = 2.33 7.81
ปี 2554 = 2.85 10.76
ปัจจัยเด่น
- คงระดับสำรองเงินประกันชีวิตจำนวนมากนี้ต่อเนื่องไปอีกในไตรมาส 1/55
เพื่อเร่งเพิ่มการขยายการลงทุนในสินทรัพย์ ซึ่งจะทำให้บริษัทได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้นในอนาคต
โดยสภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะส่งผลบวกต่อผลตอบแทนการลงทุนของบริษัท
- รายได้จากเบี้ยประกันต่ออายุรายปีที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
- ในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นบริษัทประกันชีวิต มีเพียง 2 บริษัท คือ ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต และ กรุงเทพประกันชีวิต
P/E P/BV
BLA 16.77 4.27
SCBLIF 14.16 4.27
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว BLA มี P/E ที่สูงกว่า แต่มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่มากกว่า
อย่างไรก็ตาม จากสภาวะที่ดัชนีตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะส่งผลดี ต่อหุ้นบริษัทประกันชีวิต ให้มีงบ Q1.2555 ที่ออกมาโดดเด่นได้
ประกอบธุรกิจ
ประกันชีวิตโดยรับประกันชีวิตทั้งแก่บุคคลทั่วไป และการประกันชีวิตกลุ่ม โดยจะจัดสรรเบี้ยประกันรับส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินสำรองประกันชีวิต
และบริหารเงินสำรองประกันชีวิตโดยการนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ครอบคลุมภาระที่จะเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นต่อผู้เอาประกัน
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
เบี้ยปีแรก (26.23%)
เบี้ยปีต่อไป (73.77%)
เบี้ยประกันรวม (85.90%)
รายได้จากการลงทุน (14.05%)
รายได้อื่น ( 0.05%)
ฐานลูกค้าบริษัท
- กลุ่มลูกค้าจากเครือข่ายธนาคารกรุงเทพ
ทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
ผู้ถือหุ้นใหญ่
MITSUBISHI UFJ GLOBAL CUSTODY S.A. 24.43%
บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด 15.38%
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 7.74%
บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) 5.14%
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2552 = 1.12 5.89
ปี 2553 = 2.33 7.81
ปี 2554 = 2.85 10.76
ปัจจัยเด่น
- คงระดับสำรองเงินประกันชีวิตจำนวนมากนี้ต่อเนื่องไปอีกในไตรมาส 1/55
เพื่อเร่งเพิ่มการขยายการลงทุนในสินทรัพย์ ซึ่งจะทำให้บริษัทได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้นในอนาคต
โดยสภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะส่งผลบวกต่อผลตอบแทนการลงทุนของบริษัท
- รายได้จากเบี้ยประกันต่ออายุรายปีที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
- ในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นบริษัทประกันชีวิต มีเพียง 2 บริษัท คือ ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต และ กรุงเทพประกันชีวิต
P/E P/BV
BLA 16.77 4.27
SCBLIF 14.16 4.27
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว BLA มี P/E ที่สูงกว่า แต่มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่มากกว่า
อย่างไรก็ตาม จากสภาวะที่ดัชนีตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะส่งผลดี ต่อหุ้นบริษัทประกันชีวิต ให้มีงบ Q1.2555 ที่ออกมาโดดเด่นได้
วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555
ข้อมูลหุ้น TIPCO
บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)
ประกอบธุรกิจ
ผลิตและจำหน่ายสับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรดเข้มข้น น้ำผลไม้รวมและเครื่องดื่ม จำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.ธุรกิจสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น 34.92%
2.ธุรกิจผลไม้รวม,อื่นๆ 13.71%
2.ธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่ม 51.37%
ฐานลูกค้าบริษัท
TIPCO มีส่วนแบ่งทางการตลาด 40% ในกลุ่มลูกค้า Premium Market
ผู้ถือหุ้นใหญ่
ตระกูลทรัพย์สาคร (จำนวน 6 คน) 52.53%
นางอนุรัตน์ เทียมทัน 5.59%
นายณภัทร ทรัพย์สาคร 5.01%
ทุนจดทะเบียน 482.58 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = 0.12 3.68
ปี 2552 = 0.43 3.35
ปี 2553 = 0.30 3.50
ปี.2554 = 0.71 3.77
ปัจจัยเด่น
- มีส่วนแบ่งการตลาด เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจน้ำผักผลไม้ 100%
- มีลุ้นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน TASCO 24%
- เปรียบเทียบ กับ MALEE (ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ) ณ 27.04.55
P/E P/BV
MALEE 15.98 6.66
TIPCO 9.55 1.63
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว TIPCO ถือว่า ยังมีราคาที่ถูกกว่า MALEE จึงน่าสนใจในการลงทุน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
Research Update 02.05.55
TIPCO: คาดกำไรสุทธิ 1Q12 แข็งแกร่ง +138% Y-Y จากราคาสัปปะรดถูกลง แต่ความเสี่ยงใน 2H12 มีมากขึ้น
ประกอบธุรกิจ
ผลิตและจำหน่ายสับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรดเข้มข้น น้ำผลไม้รวมและเครื่องดื่ม จำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.ธุรกิจสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น 34.92%
2.ธุรกิจผลไม้รวม,อื่นๆ 13.71%
2.ธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่ม 51.37%
ฐานลูกค้าบริษัท
TIPCO มีส่วนแบ่งทางการตลาด 40% ในกลุ่มลูกค้า Premium Market
ผู้ถือหุ้นใหญ่
ตระกูลทรัพย์สาคร (จำนวน 6 คน) 52.53%
นางอนุรัตน์ เทียมทัน 5.59%
นายณภัทร ทรัพย์สาคร 5.01%
ทุนจดทะเบียน 482.58 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = 0.12 3.68
ปี 2552 = 0.43 3.35
ปี 2553 = 0.30 3.50
ปี.2554 = 0.71 3.77
ปัจจัยเด่น
- มีส่วนแบ่งการตลาด เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจน้ำผักผลไม้ 100%
- มีลุ้นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน TASCO 24%
- เปรียบเทียบ กับ MALEE (ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ) ณ 27.04.55
P/E P/BV
MALEE 15.98 6.66
TIPCO 9.55 1.63
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว TIPCO ถือว่า ยังมีราคาที่ถูกกว่า MALEE จึงน่าสนใจในการลงทุน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
Research Update 02.05.55
TIPCO: คาดกำไรสุทธิ 1Q12 แข็งแกร่ง +138% Y-Y จากราคาสัปปะรดถูกลง แต่ความเสี่ยงใน 2H12 มีมากขึ้น
- คาดกำไรสุทธิ 1Q12 อยู่ที่ 126 ล้านบาท (-35% Q-Q, +138% Y-Y) หากไม่รวมส่วนแบ่งกำไร TASCO คาดกำไรอยู่ที่ 90 ล้านบาท (+29% Q-Q, +500% Y-Y) มาจากรายได้การขายในประเทศที่เติบโตดีราว 25% Y-Y ส่วนรายได้ส่งออก Flat Y-Y ในขณะที่ต้นทุนราคาสัปปะรดลดลงต่อเนื่องเฉลี่ย 1Q12 = 3.2 บาท/กก. (-12% Q-Q, -47% Y-Y) โดยราคาล่าสุด เท่ากับ 3.04 บาท/กก. ต่ำสุดในรอบ 5 ปี จึงคาดอัตรากำไรขั้นต้นยังดีต่อเนื่องราว 35% เพิ่มขึ้นจาก 1Q11 = 28.6%
- แนวโน้มกำไร 2Q12 ยังดีต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญผลลบค่าแรงขั้นต่ำ แต่คาดรายได้ยังเติบโตดีเพราะอากาศร้อน รวมถึงยังได้ประโยชน์จากราคาวัตถุดิบสัปปะรดราคาต่ำ
- เรามีมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มกำไร 2H12 สืบเนื่องจากอากาศที่ร้อนและแล้งมากขึ้น อาจเกิดภาวะปริมาณผลผลิตผลไม้ (โดยเฉพาะสัปปะรด) ตึงตัว ซึ่งอาจเป็นลบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของ TIPCO นอกจากนี้อาจเป็นลบต่อแนวโน้มกำไรปี 2013 หากภาวะอากาศยังแล้งต่อเนื่อง
- เรายังคงประมาณการกำไรปีนี้ (ไม่รวม TASCO) เติบโต 41% Y-Y อยู่ที่ 233 ล้านบาท และหากรวม TASCO คาดมีกำไรสุทธิเติบโต 16% Y-Y อยู่ที่ 399 ล้านบาท
- ราคาหุ้นปรับขึ้นมาแล้ว 13% หลังจากที่เราแนะนำซื้อในรายงานฉบับวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังมี Upside จากราคาเป้าหมายของเราที่ 8.30 บาท (อิง PE เดิม 10 เท่า) 18% ยังคงแนะนำซื้อ โดยมีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นสำหรับต้นทุนวัตถุดิบใน 2H12
FSS Research
FSS Research
วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555
CPF: ผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ซึ่งออกมาดีตามคาด
CPF: จากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ เราได้รับฟังผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ซึ่งออกมาดีตามคาด / ราคาเป้าหมาย 42 บาท แนะนำซื้อ
- ผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ออกมาดีใกล้เคียงคาด โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ $173 (เราคาดไว้ $182 ล้าน) เป็นการเติบโต 30% Y-Y สาเหตุที่โตดีมาจากรายได้ CPP จีนเติบโตถึง 86% Y-Y และรับรู้รายได้จาก CPV เวียดนามตั้งแต่เดือน ส.ค. 2011 รวม 5 เดือน
- คาด CPF มีกำไรจากการดำเนินงานในประเทศอ่อนแอใน 1Q12 เพราะราคาเนื้อสัตว์ทั้งหมู และไก่ปรับตัวลงแรง (หมู -12% Q-Q, ไก่ -12% Q-Q) จึงเผชิญภาวะขาดทุนในส่วนของธุรกิจ Farm (หมู, ไก่ในประเทศ) คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของรายได้รวม
- แต่คาดกำไรสุทธิ 1Q12 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและทำ New High จาก 1. รับรู้รายได้และกำไร CPP 1 เดือน (ควบรวมแล้วเสร็จวันที่ 8 มี.ค.) และ 2. จะรับรู้รายการพิเศษจากขายเงินลงทุน Alliance CP และกำไรจากประเมินมูลค่าสินทรัพย์ CPV เวียดนาม
- ความเสี่ยงที่จะทำให้กำไรปีนี้ไม่เป็นไปตามคาดคือ CPF จะเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS ในการรับรู้และวัดมูลค่าพันธุ์สัตว์ตั้งแต่ 1Q12 เป็นต้นไป (CPV เริ่มใช้ในปี 2011) จะทำให้เกิดรายการ Realized / Unrealized Gain (Loss) on Fair value of Livestock ในงบกำไรขาดทุน
- อย่างไรก็ตาม เรายังคาดกำไรปีนี้ทำ New High ตามเดิมที่ 21,599 ล้านบาท (+36% Y-Y) จากการรวม CPP 11 เดือน โดยคาดกำไร CPP จะเติบโตก้าวกระโดดจากการรวม CPV เต็มปี และเชื่อว่าราคาเนื้อสัตว์ในประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลาย 2Q12 เป็นต้นไป จากปัจจุบันที่ราคาเริ่มทรงตัว จาก Supply ที่ลดลงเพราะอากาศร้อน และผู้ผลิตเริ่มชะลอการเลี้ยง
- คงราคาเป้าหมาย 42 บาท แนะนำซื้อ
FSS Research
THCOM ผู้บริหารคาดได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจมือถือในกัมพูชา เร็วๆ นี้
ผู้บริหารคาดได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจมือถือในกัมพูชา เร็วๆ นี้
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THCOM คาดว่า ในเร็วๆนี้ จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกัมพูชา (MFone) โดยขณะนี้มีผู้สนใจเข้ามาเจรจาซื้อกิจการ การเจรจามีความคืบหน้า หรือหากบริษัทต้องการดำเนินธุรกิจต่อก็จำเป็นต้องหาพันธมิตร
- ส่วนดาวเทียม iPSTAR ปี นี้คาดว่าคุ้มทุนแน่นอน โดยอัตราการใช้ช่องสัญญาณปีนี้จะอยู่ที่ 32-35% จากปลายปีที่แล้ว 25% ในไตรมาส 1/55 มีลูกค้าเซ็นสัญญาแล้ว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และในเดือนนี้มีลูกค้าใหม่จากญี่ปุ่นเพิ่มอีก 1 รายที่ใช้บริการไอร์พีสตาร์ รวมมีลูกค้าจากญี่ปุ่นที่เป็นรายใหญ่แล้วจำนวน 3 ราย
- ส่วนการที่รัฐบาลจะเปิดเสรีดาวเทียมรัฐบาล คงต้องไปเจรจากับรัฐบาลเรื่องต้นทุนที่เป็นธรรม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 20.5% และต้องชำระภาษีด้วย หากเปิดแข่งขันเสรีให้ต่างชาติ ต้องมีการแข่งขันที่เท่าเทียมกันด้วย แต่เชื่อว่าประสบการณ์ 20 ปี บริษัทแข่งขันได้ (Source - IQ Biz 29 มี.ค.12)
ความเห็น: การขาย MFone เป็นประเด็นที่ตลาดคอยมานาน ปัจจุบัน THCOM ถือหุ้นทางอ้อม 51% ใน Mfone โดยในช่วงที่ผ่านมา MFone ขาดทุนไตรมาสละ 100-130 ล้านบาท จากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมาก หากขายได้ จะดีต่อผลประกอบการรวมของ THCOM 3 และราคาเป้าหมายเพิ่มจากเดิม 15.80 บาท เป็น 19.70 บาท
ราคาหุ้นเมื่อวาน Rebound ขึ้น 4.7% หลังจากปรับฐานลงไป ~10% ใน 3-4 วันก่อน เนื่องจากช่วงก่อนหน้า ราคาปรับขึ้นมาเร็วมาก ~60% YTD “ซื้อเก็งกำไร”
วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555
หุ้นที่น่าสนใจ BCP update 27.03.55
บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
ประกอบธุรกิจ
ปิโตรเลียมตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศทั้งแหล่งตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล และแหล่งน้ำมันดิบภายในประเทศเข้ามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ด้วยกำลังผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน และจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า บางจาก กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
ผู้ถือหุ้นใหญ่
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 27.22%
กระทรวงการคลัง 9.98%
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 5.14%
ทุนจดทะเบียน 1,376,923,157 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = -0.67 20.60
ปี 2552 = 6.57 21.27
ปี 2553 = 2.40 22.05
ปี 2554 = 4.24 21.18
ปัจจัยเด่น
- น้ำมันทรงตัวระดับสูงที่ 107 เหรียญ ทำให้มีลุ้นกำไรสต๊อคน้ำมัน
- เปรียบเทียบ P/BV , P/E ในกลุ่มธุรกิจที่คล้ายกัน
P/E P/BV
TOP 9.75 1.82
ESSO 46.77 1.79
IRPC 23.78 1.29
BCP 5.69 1.07
SUSCO 8.84 0.91
RPC 5.65 0.63
ถือได้ว่า อยู่อันดับกลางๆ และ P/E P/BV ยังอยู่ในระดับต่ำ
- โครงการเด่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่
- โครงการยูโร 4 น้ำมันคุณภาพสูง ช่วยเพิ่ม Margin
- โครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ปัจจุบันมี 38MV อนาคตโตต่อเนื่อง
จากแผนงานลุยโซล่าเฟส 2 หนุน EBITDA โตปีละ 400 ล้านบาท กำลังการผลิต 25 MV
ซึ่งในอนาคตวางแผนจะมีทั้งหมด 118 MV
ประกอบธุรกิจ
ปิโตรเลียมตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศทั้งแหล่งตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล และแหล่งน้ำมันดิบภายในประเทศเข้ามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ด้วยกำลังผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน และจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้า บางจาก กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ
ผู้ถือหุ้นใหญ่
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 27.22%
กระทรวงการคลัง 9.98%
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 5.14%
ทุนจดทะเบียน 1,376,923,157 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
กำไรต่อหุ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2551 = -0.67 20.60
ปี 2552 = 6.57 21.27
ปี 2553 = 2.40 22.05
ปี 2554 = 4.24 21.18
ปัจจัยเด่น
- น้ำมันทรงตัวระดับสูงที่ 107 เหรียญ ทำให้มีลุ้นกำไรสต๊อคน้ำมัน
- เปรียบเทียบ P/BV , P/E ในกลุ่มธุรกิจที่คล้ายกัน
P/E P/BV
TOP 9.75 1.82
ESSO 46.77 1.79
IRPC 23.78 1.29
BCP 5.69 1.07
SUSCO 8.84 0.91
RPC 5.65 0.63
ถือได้ว่า อยู่อันดับกลางๆ และ P/E P/BV ยังอยู่ในระดับต่ำ
- โครงการเด่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่
- โครงการยูโร 4 น้ำมันคุณภาพสูง ช่วยเพิ่ม Margin
- โครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ปัจจุบันมี 38MV อนาคตโตต่อเนื่อง
จากแผนงานลุยโซล่าเฟส 2 หนุน EBITDA โตปีละ 400 ล้านบาท กำลังการผลิต 25 MV
ซึ่งในอนาคตวางแผนจะมีทั้งหมด 118 MV
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)