วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข้อมูลหุ้น TPIPL

บริษัท ทีพีไอ โพลีน  จำกัด (มหาชน) : TPIPL

ประกอบธุรกิจ
1.ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ ปูนเม็ด และปูนสำเร็จรูปชนิดต่างๆ มีโรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดสระบุรี โดย เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่หนึ่งในสามของประเทศ  มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 18 ของปริมาณการจำหน่ายทั้งหมดในประเทศ และเป็นผู้ผลิตปูนสำเร็จรูปรายใหญ่หนึ่งในสองของประเทศ
 2.ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก LDPE 2 ชนิด ได้แก่ LDPE Homopolymer (LDPE) และ LDPE Copolymer (EVA) ที่โรงงานในจังหวัดระยอง  LDPE เป็นเม็ดพลาสติกประเภทที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกหลายประเภท โดยบริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดในผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก LDPE และ EVA สูงสุดในประเทศ ร้อยละ 25 และร้อยละ 90 ตามลำดับ ของปริมาณการจำหน่ายทั้งหมดในประเทศ นอกจากนี้บริษัทฯยังเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศและไม่กี่รายในโลกที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติก EVA
3.ผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จรายใหญ่ของประเทศ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 13 ของปริมาณการจำหน่ายทั้งหมดในประเทศ ภายใต้ตราทีพีไอ พีแอล 
4.อื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจรับกำจัดกากอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระเแสไฟฟ้า ธรุกิจสถานีให้บริการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (NGV) ธุรกิจปุ๋ยชีวะอินทรีย์ธรรมชาติ ธุรกิจผลิตแอมโมเนียมไนเตรทและกรดไนตริก  ธุรกิจน้ำดื่มตราทีพีไอพีแอล  
เป็นต้น

โครงสร้างรายได้ของบริษัท (ปี 2554)
                มีรายได้จาก
                ปูนซีเมนต์                             39%
                เม็ดพลาสติก                         39%
                คอนกรีตผสมเสร็จ              12%
                อื่นๆ                                       10%      
   
ผู้ถือหุ้นใหญ่
                ตระกูลเลี่ยวไพรัตน์                                              23.72 %
                บริษัท ไทย ปิโตรเคมีกัล อุตสาหกรรม จำกัด   13.63 %
                บริษัท เลียวไพรัตนวิสาหกิจ จำกัด                    10.37 % 

ทุนจดทะเบียน     2,019,000,000 หุ้น หุ้นละ 10 บาท

กำไรต่อหุ้น (บาท)                              มูลค่าหุ้นทางบัญชี
       ปี 2551 = -2.72                                  25.49
       ปี 2552 =  2.39                                   25.62
       ปี 2553 =  1.14                                   26.95
       ปี 2554 =  4.88                                   30.90
     Q1.2555 =  0.17                                  30.39



ปัจจัยเด่น 
- ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี เท่ากับ 0.40 เท่า ถือว่า ต่ำกว่า P/BV ของ SCC และ  SCCC 
(ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ อันดับ 1 และ อันดับ 2)
 
- หลุดจากคดีค่าปรับ 6,900 ล้านบาท แล้ว ถือว่าหมดห่วง คลายความกังวลได้


วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข้อมูลหุ้น MAJOR

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) : MAJOR

ประกอบธุรกิจ
ประกอบธุรกิจธุรกิจโรงภาพยนตร์ในแนว (Entertainment Complex)
คือ ธุรกิจโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่งและคาราโอเกะ ธุรกิจจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ธุรกิจสื่อโฆษณา และธุรกิจให้เช่าพื้นที่
ปัจจุบันมีแบรนด์ทั้งหมด 6 แบรนด์ ดังนี้
•เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์
•อีจีวี ซีนีม่า
•พารากอน ซีนีเพล็กซ์
•เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์
•พาราไดซ์ ซีนีเพล็กซ์
•เมกะ ซีนีเพล็กซ์

โครงสร้างรายได้ของบริษัท  ปี 2554
1.รายได้จากธุรกิจโรงภาพยนตร์                     50%
2.รายได้จากจัดจำหน่าย VCD และลิขสิทธิ์       13%
3.รายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่ม          12%
4.รายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณา                         11%
5.รายได้จากธุรกิจโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ             7%
6.รายได้จากธุรกิจให้เช่าพื้นที่และบริการ             7%

ฐานลูกค้าบริษัท
•ผู้บริโภคภาพยนตร์ทุกประเภท และทุกวัย

ทุนจดทะเบียน 884.5 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท

ผู้ถือหุ้นใหญ่
ตระกูลพูลวรลักษณ์          38.48%
NVDR                         12.37%

กำไรต่อหุ้น มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น
ปี 2551 = 0.71           6.12
ปี 2552 = 0.39           6.08
ปี 2553 = 0.91           6.31
ปี 2554 = 0.90           6.60
Q1.2555 = 0.27         6.99

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ข้อมูลหุ้น IPO หุ้น VIH ที่จะซื้อขายวันที่ 09.05.55

บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)

ดำเนินธุรกิจในรูปของเครือโรงพยาบาล คือ
1) โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย
2) โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม
3) โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร
โดยมีจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยในรวม 520 เตียง
สัญญาการให้บริการกับโรงพยาบาลในระดับที่สูงกว่า (Supra Contractor) จำนวน 19 โรงพยาบาล
เพื่อการส่งต่อผู้ป่วยตามความเหมาะสมในแต่ละกรณี และมีคลินิกเครือข่ายประกันสังคม 25 แห่ง

โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.รายได้จาก สาขา อ้อมน้อย       40%
2.รายได้จาก สาขา หนองแขม      34%
3.รายได้จาก สาขา สมุทรสาคร     26%

ฐานลูกค้าบริษัท
1.กลุ่มลูกค้าทั่วไป - ลูกค้าคู่สัญญา ลูกค้าโครงการกองทุนเงินทดแทน ลูกค้าต่างประเทศ ลูกค้าสมาชิก
2.กลุ่มลูกค้าตามโครงการเหมาจ่ายภาครัฐ - กองทุนประกันสังคม โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการประกันสุขภาพต่างด้าว

ผู้ถือหุ้นใหญ่
    ผศ.พญ.สายสุณี วนดุรงค์วรรณ    34.93%
    พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา           4.91%
    พญ.พัฎ โรจน์มหามงคล              4.91%

ทุนจดทะเบียน  535 ล้านหุ้น หุ้นละ  1  บาท
โดยจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป 135 ล้านหุ้น 

กำไรต่อหุ้น        มูลค่าหุ้นทางบัญชี 
ปี 2551 = 0.04           1.98
ปี 2552 = 0.18           1.40
ปี 2553 = 0.20           1.56
ปี 2554 = 0.11           1.58

ราคา IPO = 1.25 บาท

มุมมองต่อราคาหุ้น
-  ประเมินราคา โดยเปรียบเทียบกับ กลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีการซื้อขายที่ระดับ P/E ที่แตกต่างกันมาก ดังนี้

กลุ่มโรงพยาบาลที่ ซื้อขาย P/E มากกว่า 25 เท่า
                 P/E      P/BV
VIBHA      53.15    2.31
BGH         32.07    4.40
BH           28.04    6.62
KH           25.05    5.23

กลุ่มโรงพยาบาลที่ ซื้อขาย P/E ระดับ ไม่เกิน 20 เท่า
                 P/E    P/BV
AHC        18.31    2.15
CMR        17.53    1.81
KDH        17.25    2.19
M-CHAI   13.51    2.20
NEW      ขาดทุน    0.45
NTV        14.85    2.35
RAM       13.91    3.96
SKR        12.24    1.28
SVH        12.58    2.15
TNH         9.52    2.31

จากข้อมูล ข้างต้น มีข้อสังเกตุว่า
กลุ่มที่ซื้อขาย P/E ระดับสูงกว่า 20 เท่า นั้น จะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง
มีชื่อเป็นที่รู้จักของนักลงทุน (หรือนักเล่นหุ้น) มีการเคลื่อนไหวของราคาที่เปลี่ยนแปลงมากกว่า อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหลายๆชื่อ ไม่เป็นที่คุ้นหู คุ้นตา (บางชื่อผมก็เพิ่งจะรู้ว่ามันมีในตลาดด้วย)

โดยที่กลุ่มโรงพยาบาลที่ซื้อขาย P/E ระดับไม่เกิน 20 เท่า เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีสภาพคล่องต่ำ
บางตัวชื่อไม่คุ้นหู บางตัว ไม่มี BID OFFER ให้เห็นในแต่ละวันด้วย

ดังนั้น สำหรับมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้น VIH ที่เข้าใหม่นี้ น่าจะมีสภาพคล่องสูง จากปริมาณหุ้น 135 ล้านหุ้น เป็นหุ้น IPO มาใหม่ และมีขนาดที่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลขนาดเล็ก ที่มีระดับ P/E ไม่เกิน 20 เท่า จึงคาดว่า จะต้องเทียบเคียงกับกลุ่มนี้เป็นหลัก โดยจากการประมาณโดยรวม P/E เฉลี่ยในกลุ่มนี้ น่าจะอยู่ที่ระดับ 15 เท่า

หากนำ P/E 15 เท่า มาคำนวณราคา VIH จะได้ราคาที่เหมาะสมประมาณ  1.65 บาท 

และหากสภาวะตลาดเป็นใจ สภาพคล่องสูง อาจจะมีโอกาสขึ้นไปเทียบกับกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ ซึ่งเป็นระดับ P/E ที่สูงถึง 25 เท่า แต่ในกรณีนี้ ก็น่าจะคาดไว้แบบ Discount ด้วย ที่ P/E ระดับ 18 - 20 เท่า ก็ได้ราคาประมาณ 2.00 - 2.20 บาท

สรุป จากมุมมองส่วนตัวข้างต้นแล้วนั้น หากราคา ต่ำกว่า 1.65 บาท ก็น่าสนใจ เข้าซื้อ แต่หากเกิน ก็ต้องดูสภาวะตลาดประกอบอีกที ถ้าตลาดเป็นใจ ราคาไม่เกิน 2 บาท ก็คาดว่าน่าลุ้นครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เตรียมพบกับ ข้อมูลหุ้น MAJOR แบบละเอียดเร็วๆ นี้ครับ

ข้อมูลหุ้น BLA

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจ
ประกันชีวิตโดยรับประกันชีวิตทั้งแก่บุคคลทั่วไป และการประกันชีวิตกลุ่ม โดยจะจัดสรรเบี้ยประกันรับส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินสำรองประกันชีวิต
และบริหารเงินสำรองประกันชีวิตโดยการนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ครอบคลุมภาระที่จะเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นต่อผู้เอาประกัน


โครงสร้างรายได้ของบริษัท
เบี้ยปีแรก   (26.23%)   
เบี้ยปีต่อไป  (73.77%)
   เบี้ยประกันรวม         (85.90%)
รายได้จากการลงทุน    (14.05%)
รายได้อื่น                   ( 0.05%)


ฐานลูกค้าบริษัท
- กลุ่มลูกค้าจากเครือข่ายธนาคารกรุงเทพ


ทุนจดทะเบียน  1,200 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท


ผู้ถือหุ้นใหญ่    
       MITSUBISHI UFJ GLOBAL CUSTODY S.A.          24.43%
                       บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด               15.38%
                       ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน)             7.74%
                       บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)   5.14%


กำไรต่อหุ้น             มูลค่าหุ้นทางบัญชี
ปี 2552 = 1.12        5.89
ปี 2553 = 2.33        7.81
ปี 2554 = 2.85        10.76


ปัจจัยเด่น
- คงระดับสำรองเงินประกันชีวิตจำนวนมากนี้ต่อเนื่องไปอีกในไตรมาส 1/55
เพื่อเร่งเพิ่มการขยายการลงทุนในสินทรัพย์ ซึ่งจะทำให้บริษัทได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้นในอนาคต
โดยสภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะส่งผลบวกต่อผลตอบแทนการลงทุนของบริษัท
- รายได้จากเบี้ยประกันต่ออายุรายปีที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
- ในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นบริษัทประกันชีวิต มีเพียง 2 บริษัท  คือ ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต และ กรุงเทพประกันชีวิต
 
                P/E          P/BV
  BLA      16.77         4.27   
  SCBLIF  14.16         4.27

      เมื่อเปรียบเทียบแล้ว BLA มี P/E ที่สูงกว่า แต่มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่มากกว่า
      อย่างไรก็ตาม จากสภาวะที่ดัชนีตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะส่งผลดี ต่อหุ้นบริษัทประกันชีวิต ให้มีงบ Q1.2555 ที่ออกมาโดดเด่นได้

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

ข้อมูลหุ้น TIPCO

บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจ
ผลิตและจำหน่ายสับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรดเข้มข้น น้ำผลไม้รวมและเครื่องดื่ม  จำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

โครงสร้างรายได้ของบริษัท
1.ธุรกิจสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น     34.92%
2.ธุรกิจผลไม้รวม,อื่นๆ                                   13.71%
2.ธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่ม                               51.37%

ฐานลูกค้าบริษัท
TIPCO มีส่วนแบ่งทางการตลาด  40% ในกลุ่มลูกค้า Premium Market

ผู้ถือหุ้นใหญ่
    ตระกูลทรัพย์สาคร (จำนวน 6 คน)        52.53%
    นางอนุรัตน์     เทียมทัน                      5.59%
    นายณภัทร     ทรัพย์สาคร                   5.01%

ทุนจดทะเบียน  482.58 ล้านหุ้น หุ้นละ  1 บาท

กำไรต่อหุ้น            มูลค่าหุ้นทางบัญชี 
ปี 2551 = 0.12          3.68
ปี 2552 = 0.43          3.35
ปี 2553 = 0.30          3.50
ปี.2554 = 0.71          3.77

ปัจจัยเด่น
- มีส่วนแบ่งการตลาด เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจน้ำผักผลไม้ 100%
- มีลุ้นส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน TASCO 24%
- เปรียบเทียบ  กับ MALEE (ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ) ณ 27.04.55

                           P/E    P/BV
     MALEE         15.98    6.66
     TIPCO           9.55    1.63
 
  เมื่อเปรียบเทียบแล้ว TIPCO ถือว่า ยังมีราคาที่ถูกกว่า MALEE จึงน่าสนใจในการลงทุน


----------------------------------------------------------------------------------------------------------
Research Update 02.05.55

TIPCO: คาดกำไรสุทธิ 1Q12 แข็งแกร่ง +138% Y-Y จากราคาสัปปะรดถูกลง แต่ความเสี่ยงใน 2H12 มีมากขึ้น

- คาดกำไรสุทธิ 1Q12 อยู่ที่ 126 ล้านบาท (-35% Q-Q, +138% Y-Y) หากไม่รวมส่วนแบ่งกำไร TASCO คาดกำไรอยู่ที่ 90 ล้านบาท (+29% Q-Q, +500% Y-Y) มาจากรายได้การขายในประเทศที่เติบโตดีราว 25% Y-Y ส่วนรายได้ส่งออก Flat Y-Y ในขณะที่ต้นทุนราคาสัปปะรดลดลงต่อเนื่องเฉลี่ย 1Q12 = 3.2 บาท/กก. (-12% Q-Q, -47% Y-Y) โดยราคาล่าสุด เท่ากับ 3.04 บาท/กก. ต่ำสุดในรอบ 5 ปี จึงคาดอัตรากำไรขั้นต้นยังดีต่อเนื่องราว 35% เพิ่มขึ้นจาก 1Q11 = 28.6%

 - แนวโน้มกำไร 2Q12 ยังดีต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญผลลบค่าแรงขั้นต่ำ แต่คาดรายได้ยังเติบโตดีเพราะอากาศร้อน รวมถึงยังได้ประโยชน์จากราคาวัตถุดิบสัปปะรดราคาต่ำ

- เรามีมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มกำไร 2H12 สืบเนื่องจากอากาศที่ร้อนและแล้งมากขึ้น อาจเกิดภาวะปริมาณผลผลิตผลไม้ (โดยเฉพาะสัปปะรด) ตึงตัว ซึ่งอาจเป็นลบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของ TIPCO นอกจากนี้อาจเป็นลบต่อแนวโน้มกำไรปี 2013 หากภาวะอากาศยังแล้งต่อเนื่อง

-  เรายังคงประมาณการกำไรปีนี้ (ไม่รวม TASCO) เติบโต 41% Y-Y อยู่ที่ 233 ล้านบาท และหากรวม TASCO คาดมีกำไรสุทธิเติบโต 16% Y-Y อยู่ที่ 399 ล้านบาท

-  ราคาหุ้นปรับขึ้นมาแล้ว 13% หลังจากที่เราแนะนำซื้อในรายงานฉบับวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังมี Upside จากราคาเป้าหมายของเราที่ 8.30 บาท (อิง PE เดิม 10 เท่า) 18% ยังคงแนะนำซื้อ โดยมีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นสำหรับต้นทุนวัตถุดิบใน 2H12

FSS Research

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

CPF: ผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ซึ่งออกมาดีตามคาด

CPF: จากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ เราได้รับฟังผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ซึ่งออกมาดีตามคาด / ราคาเป้าหมาย 42 บาท แนะนำซื้อ
-       ผลการดำเนินงาน CPP ปี 2011 ออกมาดีใกล้เคียงคาด โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ $173 (เราคาดไว้ $182 ล้าน) เป็นการเติบโต 30% Y-Y สาเหตุที่โตดีมาจากรายได้ CPP จีนเติบโตถึง 86% Y-Y และรับรู้รายได้จาก CPV เวียดนามตั้งแต่เดือน ส.ค. 2011 รวม 5 เดือน
-       คาด CPF มีกำไรจากการดำเนินงานในประเทศอ่อนแอใน 1Q12 เพราะราคาเนื้อสัตว์ทั้งหมู และไก่ปรับตัวลงแรง (หมู -12% Q-Q, ไก่ -12% Q-Q) จึงเผชิญภาวะขาดทุนในส่วนของธุรกิจ Farm (หมู, ไก่ในประเทศ) คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของรายได้รวม
-       แต่คาดกำไรสุทธิ 1Q12 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและทำ New High จาก 1. รับรู้รายได้และกำไร CPP 1 เดือน (ควบรวมแล้วเสร็จวันที่ 8 มี.ค.) และ 2. จะรับรู้รายการพิเศษจากขายเงินลงทุน Alliance CP และกำไรจากประเมินมูลค่าสินทรัพย์ CPV เวียดนาม
-       ความเสี่ยงที่จะทำให้กำไรปีนี้ไม่เป็นไปตามคาดคือ CPF จะเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS ในการรับรู้และวัดมูลค่าพันธุ์สัตว์ตั้งแต่ 1Q12 เป็นต้นไป (CPV เริ่มใช้ในปี 2011) จะทำให้เกิดรายการ Realized / Unrealized Gain (Loss) on Fair value of Livestock ในงบกำไรขาดทุน
-       อย่างไรก็ตาม เรายังคาดกำไรปีนี้ทำ New High ตามเดิมที่ 21,599 ล้านบาท (+36% Y-Y) จากการรวม CPP 11 เดือน โดยคาดกำไร CPP จะเติบโตก้าวกระโดดจากการรวม CPV เต็มปี และเชื่อว่าราคาเนื้อสัตว์ในประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลาย 2Q12 เป็นต้นไป จากปัจจุบันที่ราคาเริ่มทรงตัว จาก Supply ที่ลดลงเพราะอากาศร้อน และผู้ผลิตเริ่มชะลอการเลี้ยง
-       คงราคาเป้าหมาย 42 บาท แนะนำซื้อ
FSS Research